วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556








สัตว์น้ำ (อังกฤษ: aquatic animal) หมายถึง สัตว์ที่อาศัยในน้ำหรือมีวงจรชีวิตส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำหรืออาศัยอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมถึง เช่น ปลา กุ้ง ปู แมงดาทะเล หอย เต่า ตะพาบน้ำ จระเข้ รวมทั้งไข่ของสัตว์น้ำนั้น สัตว์น้ำจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม ปลิงทะเล ฟองน้ำ หินปะการัง กัลปังหา และสาหร่ายทะเล ทั้งนี้ รวมทั้งซากหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์น้ำเหล่านั้น และหมายความรวมถึงพันธุ์ไม้น้ำ ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีการะบุชื่อ

 สัตว์น้ำต่างถิ่น

สัตว์น้ำต่างถิ่น หมายถึงสัตว์น้ำที่ไม่ได้อยู่ หรือมีถิ่นกำเนิดในท้องที่หรือสิ่งแวดล้อมนั้นๆ โดยอาจจะถูกนำมาทั้งด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของมนุษย์ หรืออาจมาอยู่ ณ สถานที่นั้นๆด้วยอุบัติเหตุทางธรรมชาติ สำหรับสัตว์น้ำต่างถิ่นในประเทศไทย ได้มีการนำเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือ ปลาเงินปลาทอง (Carassius auratus) เพื่อใช้เพาะเลี้ยงเป็นอาหารและสัตว์น้ำสวยงาม ปัจจุบันพบว่ามีสัตว์น้ำต่างถิ่นในประเทศไทยมากกว่า 1,100 ชนิด จากประเทศต่าง ๆ เช่น ปลา ประมาณ 1,000 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ประมาณ 50 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน ประมาณ 50 ชนิด หอย 3 ชนิด กุ้ง ปู 8 ชนิด ปลา
ส่วนใหญ่เป็นปลาสวยงาม มีการนำเข้ามาจากประเทศในเขตร้อนโดยเฉพาะอเมริกาใต้ ต่อมาคือ แอฟริกาและอินโดนีเซีย ปลาที่นิยมนำมาเลี้ยง ได้แก่ กลุ่มปลาหมอสี ปลาเทวดา และปลาออสการ์ (วงศ์ Cichlidae) ปลานีออนและอื่น ๆ (วงศ์ Characidae และวงศ์ใกล้เคียง) และปลากลุ่มหางนกยูง ปลาสอด (วงศ์ Poeceilidae) และยังมีปลากลุ่มอื่น ๆ อีกหลายชนิด (เช่น วงศ์ปลาหัวตะกั่ว Aplocheilidae วงศ์ปลาผี Gymnotidae วงศ์ปลากระเบนน้ำจืด Trigonidae ฯลฯ) และมีอีก 14 ชนิดที่นำเข้ามาเพื่อเลี้ยงหรือทดลองเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร

 อ้างอิง พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ม. ๔ (๑) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๘ ม. ๓
วันที่ 14 กุมภาพันธ์  2556






สัตว์ทะเลซึ่งไม่มีกระดูกสันหลัง

สัตว์พวกนี้ส่วนมากมักไม่มีอวัยวะขับถ่ายพิเศษอะไร และไม่ค่อยมีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย เพราะของเหลวในร่างกายของสัตว์พวกนี้มีแรงดันออสโมซิสเท่ากับน้ำทะเลที่อยู่รอบๆ ตัว ของเสียที่เป็นเมตาโบลิซึมของโปรตีน เช่น แอมโมเนีย เป็นสารที่มีโมเลกุลเล็กแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกมาสู่น้ำภายนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นยูเรีย หรือกรดยูริค

เนื่องจากส่วนประกอบของน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้ามากสัตว์ทะเลซึ่งไม่มีกระดูกสันหลังจึงอยู่ในทะเลได้อย่างปกติ อย่างไรก็ตาม มีสัตว์บางชนิดที่เกิดวิวัฒนาการไปใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่มีความเข้มข้นของน้ำทะเลน้อยลงได้ เช่น ในน้ำกร่อยซึ่งมีความเค็มน้อยกว่าแหล่งที่มันอยู่อาศัยเดิม สัตว์พวกนี้จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระบบภายในร่างกายเพื่อรักษาแรงดันออสโมซิสในร่างกายให้คงที่อยู่ได้ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรียกว่า "ออสโมเรคกูเลชัน" (osmoregulation) หลักของออสโมเรคกูเลชันก็คือ จะต้องขับน้ำที่มากเกินต้องการออกจากร่างกาย เพื่อช่วยรักษาระดับแรงดันออสโมซิสของร่างกายให้คงที่เมื่อสัตว์นั้นอยู่ในที่ที่มีแรงดันออสโมซิสต่ำกว่าภายในร่างกาย ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ ปูแสม (shore crab) ซึ่งสามารถรักษาระดับแรงดันออสโมซิสของร่างกายให้คงที่ได้ดีกว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายชนิดที่อยู่ในทะเล เราจะพบปูแสมอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำทะเลและน้ำกร่อย เวลาอยู่ในทะเลจะมีความดันออสโมซิสในร่างกายเท่ากับน้ำทะเล และเมื่ออยู่ในน้ำกร่อยก็มีความดันออสโมซิสในร่างกายสูงเท่ากับอยู่ในทะเลและสูงกว่าน้ำกร่อยที่อยู่รอบๆ ตัวมันมาก นักชีววิทยาทางทะเลพบว่า เหงือกของปูชนิดนี้สามารถดูดเอาเกลือแร่จากน้ำรอบๆ ตัวเข้าสู่เส้นเลือดโดยวิธีทีแอคทีฟ ทรานสปอร์ต* (active transport) ซึ่งต้องใช้พลังงานจากการสลายอนุมูลฟอสเฟตจาก ATP ภายในเซลล์ช่วย เพราะเป็นการดูดเกลือแร่จากภายนอกซึ่งมีแรงดันออสโมซิสต่ำกว่าภายในร่างกาย ส่วนอวัยวะขับถ่ายก็ต้องทำหน้าที่คอยขับน้ำที่ผ่านเข้าสู่ตัวออกนอกร่างกายอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปูแสมจะรอดชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำกร่อยได้ แต่ไม่สู้จะสบายนักเพราะอวัยวะขับถ่ายของมันยังไม่สามารถกำจัดของเสียออกไปจากร่างกายให้มีความเข้มข้น
ต่ำกว่าที่พบในเลือดได้ เพราะมีเกลือแร่ที่ว่าเป็นบางอย่างถูกกำจัดออกไปกับปัสสาวะอยู่เสมอ แต่แม้จะมีการเสียเกลือแร่ออกไป ปูแสมก็ได้รับเกลือแร่ชดเชยจากขบวนการแอคทีฟ ทรานสปอร์ต ซึ่งเกิดขึ้นที่เหงือกได้บ้าง
https://www.google.co.th/#hl=th&tbo=d&sclient=psy-ab&q=%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%81&oq=%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%81&gs_l=serp.3...101273.105322.0.105515.9.9.0.0.0.1.328.1401.0j7j1j1.9.0...0.0...1c.1.3.psy-ab.KMJ1jGBVEkU&pbx=1&bav=on.2,or.r_gc.r_pw.r_cp.r_qf.&fp=17f1bc8e2d2658a9&biw=1600&bih=805
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556







     พืชดอก หมายถึง พืชที่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีดอกให้เห็น
พืชดอกจัดเป็นพืชชั้นสูงที่มีอวัยวะต่างๆ ครบสมบูรณ์ คือ ราก ลำต้น ใบ ตา ดอกและ

เมล็ด มีไว้เพื่อสำหรับขยายพันธุ์

พืชดอกมีอยู่ทั่วไปหลายชนิด มีทั้งที่อยู่บนบกและอยู่ในน้ำ ได้แก่

- พืชดอกที่อยู่บนบก ได้แก่ มะม่วง ชบา กุหลาบ มะเขือ มะขาม มะพร้าว

ฟักทอง มะละกอ มะลิ มะกอก

- พืชดอกที่อยู่ในน้ำ ได้แก่ บัว สันตะวา ผักตบชวา ผักกระเฉด จอก แหน

พืชดอกแบ่งได้ 2 ประเภท

1. พืชยืนต้น คือพืชที่มีอายุยืน ส่วนต่างๆ ของลำต้นสามารถเจริญเติบโตได้

ตลอดอายุ ออกดอกออกผลได้หลายครั้ง เช่น ยางพาราและไม้ผลต่าง ๆ พวกมะม่วง

มะพร้าว มะขาม กระท้อน เป็นต้น

2. พืชล้มลุก คือพืชที่มีการเจริญเติบโตเพียงแค่ออกดอกออกผลในระยะเวลา

อันสั้น แล้วก็ตาย พืชล้มลุกที่จำเป็นสำหรับมนุษย์มาก ได้แก่ พืชจำพวกผักต่างๆ

ผักกาด ผักชี ต้นหอม กะหล่ำปลี บวบ ฟักทอง ฯลฯ

http://www.thaigoodview.com/library/sema/sukhothai/chutima_n/plant/sec03p02.html
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

    





      ประวัติกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้า ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จน กระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง
แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็น อาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของ กล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา
การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงาม ของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวัน ตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดา ข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ ที่หายากและมีราคาแพง
หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้น ให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการ กล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัด ต่างๆ ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวง แคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ใน ประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วย ไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา.

 

] อ้างอิง

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



 สรรพคุณของสมุนไพร
                                
                                      ขิง

                                               
ชื่อวิทยาศาสตร์Zingibr officinale Rosc.
วงศ์ ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่น ๆขิงเผือก (เชียงใหม่)
ลักษณะของพืชเป็นพืชที่มีลำต้นเป็นเหง้าสีขาวนวลอยู่ใต้ดิน และมีส่วนที่อยู่บนดินสูงได้ถึง 50 ซม. ใบเดี่ยวออกสลับ มีกาบใบหุ้มลำต้นยาว 8–12 ซม. ตัวใบยาวปลายเรียวแหลม กว้าง 2–3 ซม. ยาว 10–25 ซม. ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อจากเหง้า มีก้านช่อยาว 10–20 ซม. ตัวช่อดอกประกอบด้วยดอกจำนวนมาก อัดกันเป็นรูปทรงกระบอกยาว 4–7 ซม.
ส่วนที่ใช้เป็นยาเหง้าแก่สด
สรรพคุณและวิธีใช้
  1. แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้เหง้าสดขนาดเท่าหัวแม่มือ (ประมาน 5 กรัม) ทุบให้แตกต้มเอาน้ำดื่ม
  2. แก้ไอและขับเสมหะฝนกับน้ำมะนาวแทรก เกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อย ๆ
การขยายพันธุ์ใช้เหง้า
สภาพดินฟ้าอากาศชอบดินร่วนปนทรายมีอินทรียวัตถุสูง ความชื้นสูง มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบดินเหนียวหรือดินทรายจนเกินไป ฤดูปลูกที่เหมาะสมประมาณเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
การปลูกเตรียมดินโดย ไถและยกร่องเพื่อให้ดินร่วนซุย ระยะห่างระหว่างสันร่อง ประมาณ 50 ซม. ขุดหลุมห่างกันหลุมละ 25 ซม. ใช้ท่อนพันธุ์ที่ชำงอกแล้ววางลงในหลุม ๆ ละ 1 ท่อน โดยวางให้ด้านที่แตกหน่อตั้งขึ้น กลบดินหนา 2–5 ซม. ใช้ฟางคลุมตลอดทั้งในร่องและสันร่อง เมื่อขิงอายุ 2 เดือนจึงกลบโคนครั้งที่ 1 โดยใช้จอบโกยดินบนสันร่องกลบโคนขิงหลังจากนั้น 1 เดือนจึงกลบโคนอีกครั้ง จะทำให้ขิงแตกหน่อดีและแง่งขิงแข็งแรง การใส่ปุ๋ยใช้ปุ๋ยหมัก ใส่ตอนเตรียมดินและตอนกลบโคนครั้งแรก ซึ่งใส่เพื่อกระตุ้นให้ขิงงามดี ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมี
                         
    
หมั่นตรวจแปลงหลังฝนตก เพราะมักเกิดโรคเน่าจากเชื้อรา นอกจากนี้ ขิงมีศัตรูพวก หนอนกระทู้ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย และไส้เดือนฝอย ควรป้องกันและกำจัดโดยถอนและรวบรวมต้นที่เป็นโรคทำลายโดยเผาไฟ
 
            แก้ว


ชื่อวิทยาศาสตร์Murraya paniculata Jack.
วงศ์ RUTACEAE
ชื่ออื่น ๆแก้วขาว (ภาคกลาง) แก้วพริก ตะไหลแก้ว (ภาคเหนือ) จ๊าพริก (ลำปาง) แก้วขี้ไก่ (ยะลา)
ลักษณะของพืชเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ ใบเป็นใบประกอบ แต่ละใบประกอบด้วยใบย่อยจำนวน 3–8 ใบ ที่มีรูปร่างคล้ายรูปไข่ รูปรี หรือรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขนาดกว้าง 1–2 ซม. ยาว 2–5 ซม. เนื้อใบเรียบเป็นมัน และสีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อออกตามซอกโคนใบที่อยู่บริเวณปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ช่อหนึ่งมี 3–18 ดอก ดอกสีขาว กลิ่นหอม มีขนาด 1–2.5 ซม. เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลรูปรีสีแดงขนาด 1–1.5 ซม.
ส่วนที่ใช้เป็นยาใบสด
สรรพคุณและวิธีใช้ แก้อาการปวดฟัน ใช้ใบสดตำพอแหลกแช่เหล้าโรง ในอัตราส่วน 15 ใบย่อยหรือ 1 กรัมต่อเหล้าโรง 1 ช้อนชา หรือ 5 มิลลิลิตร เอาน้ำจิ้มบริเวณที่ปวด
การขยายพันธุ์ใช้การตอนกิ่ง
สภาพดินฟ้าอากาศต้นแก้วสามารถจะปลูกในดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นดินทรายจัด เพราะการอุ้มน้ำไม่ดีและมีธาตุอาหารน้อย ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตของต้นแก้วไม่ดี
การปลูกใช้กิ่งตอนที่มีรากพอควร เอาไปปลูกในกระถางหรือกระบะปลูกเพื่อให้ต้นพืชที่เกิดจากกิ่งตอนมีระบบรากแข็งแรง พอที่จะหาอาหารเลี้ยงลำต้นได้ แล้วนำไปปลูกในหลุมที่มีปุ๋ยรองพื้นบ้าง อาจจะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แล้วรดน้ำทุกเช้าในระยะปลูกใหม่ ๆ
การบำรุงรักษาควรมีการตัดแต่งกิ่งก้านเสียบ้าง ต้นแก้วเป็นไม้ประดับที่มีทรงพุ่มสวยงาม ทนทานต่อสภาพแวดล้อมไม่ต้องบำรุงรักษามาก เพียงแต่รดน้ำเพียงครั้งคราว อย่าให้พืชขาดน้ำ

           ทับทิม


ชื่อวิทยาศาสตร์ -
วงศ์ PUNICACEAE
ชื่ออื่น ๆ พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (ภาคเหนือ)
ลักษณะของพืช เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 0.5–5 เมตร กิ่งอ่อน ๆ มักเป็นสี่เหลี่ยมแต่พอแก่จะมน ปลายกิ่งมักมีหนามแหลม ใบมักติดกับลำต้นแบบตรงข้ามเป็นคู่ ใบมีรูปแบบขนานหรือยาวเรียวแคบ ปลายใบและโคนใบอาจมนหรือแหลมก็ได้ ขอบใบเรียบ ผิวเป็นมัน ใบมีขนาดกว้าง 0.5–2.5 ซม. ยาว 1–5 ซม. ดอกออกทั้งเดี่ยวหรือเป็นช่อ 2–5 ดอกก็ได้ ดอกมีทั้งสีขาว สีแดง และแดงส้ม ผลกลมใหญ่ขนาด 5–12 ซม. มีหลายสีทั้งสีเขียวอมเหลืองไปจนถึงสีน้ำตาลแดง ภายในมีเมล็ดมาก รูปร่างเป็นเหลี่ยมมน ๆ อัดกันแน่นเต็มผล เมล็ดมีทั้งชนิดสีแดง ชมพู และสีเหลืองซีด
ส่วนที่ใช้เป็นยา เปลือกผลแห้ง และเปลือกลำต้นหรือเปลือกราก
สรรพคุณและวิธีใช้
  1. แก้อาการท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิดหรืออหิวาตกโรค) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ส่วน 4 ของผล ต้มกับน้ำปูนใสเอาน้ำดื่ม
  2. แก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูกหรืออาจมีเลือดด้วย) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณครั้งละกำมือ (3–5 กรัม) ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 2 ครั้ง
  3. ถ่ายพยาธิลำไส้ (พยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือน) ใช้เปลือกลำต้น หรือเปลือกรากสด ประมาณครึ่งกำมือใหญ่ ๆ (10–15 กรัม) ต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารเช้าแล้วรับประทานยาถ่ายตาม
การขยายพันธุ์   ใช้เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ที่นิยมคือวิธีเพาะเมล็ด
สภาพดินฟ้าอากาศ ปลูกได้ในดินทั่วไป แต่ชอบดินเหนียวปนหิน และชอบอยู่ใกล้แหล่งน้ำต้องการแสงแดดมาก ฤดูปลูกที่เหมาะสม คือ ต้นฤดูฝน
การปลูก เตรียมดิน โดยยกร่องสูง 50 ซม. ระหว่างร่องห่างกัน 1 เมตร บนคันดินที่ยกไว้ขุดหลุมเป็นแถวห่างกันหลุมละ 1 เมตร กว้าง ยาวและลึกด้านละ 30 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้าดินรองก้นหลุม นำต้นกล้าลงปลูกหลุมละ 1 ต้น กลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม
การบำรุงรักษา    เมื่อต้นอ่อนควรรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยคอกพอควร อายุ 6 เดือนทับทิมจะแตกพุ่มโดยรอบ อย่าให้ร่มเงาไม้ใหญ่บัง เพราะต้นจะแคระแกรน และไม่ออกดอก ออกผลเลย ฉีดยาป้องกันเพลี้ยไฟ และด้วงในระยะที่ต้นแตกพุ่ม ครั้นเมื่อต้นแก่ควรตัดกิ่งแก่ทิ้ง หรือ ปลูกแซมต้นเก่าบ้างก็ได้

               บัวบก



ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (Linn.) Urban
วงศ์ UMBELLIFERAE
ชื่ออื่น ๆ ผักหนอก (ภาคเหนือ) ปะหนะเอชาเด๊าะ (กะเหรี่ยง–แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะของพืช เป็นพืชเลื้อย มีลำต้นเลื้อยไปตามดินเรียกว่า ไหล มีรากงอกออกจากข้อ สูงประมาณ 10–15 ซม. ก้านใบสีเขียว ใบเดี่ยว รูปร่างกลม ฐานใบโค้งเว้าเข้าหากัน ขอบใบเป็นคลื่นหยัก ดอกขนาดเล็ก สีม่วงเข้ม
ส่วนที่ใช้เป็นยา ต้นสดและใบสด
สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้บัวบกทั้งต้นและใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาดและตำให้ละเอียด คั้นน้ำ และเอาน้ำทาชะโลมบริเวณที่เป็นแผลให้ชุ่มอยู่เสมอในชั่วโมงแรก (ใช้กากพอกด้วยก็ได้ ต่อจากนั้น ทาวันละ 3–4 ครั้งจนหาย
การขยายพันธุ์ ใช้ไหลปักชำ
สภาพดินฟ้าอากาศ นิยมปักชำด้วยต้นอ่อน ๆ ที่งอกจากไหลจะแพร่ขยายได้รวดเร็ว สามารถปลูกได้ในกระถางและภาชนะอื่น ๆ สามารถปลูกได้ตลอดปี
การปลูก หลังจากตั้งตัวได้แล้วให้ใส่ปุ๋ยยูเรียเพื่อบำรุงใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 1–2 เดือน
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556
http://www.angelfire.com/ri2/rangsan/lists/centella.html