วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



 สรรพคุณของสมุนไพร
                                
                                      ขิง

                                               
ชื่อวิทยาศาสตร์Zingibr officinale Rosc.
วงศ์ ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่น ๆขิงเผือก (เชียงใหม่)
ลักษณะของพืชเป็นพืชที่มีลำต้นเป็นเหง้าสีขาวนวลอยู่ใต้ดิน และมีส่วนที่อยู่บนดินสูงได้ถึง 50 ซม. ใบเดี่ยวออกสลับ มีกาบใบหุ้มลำต้นยาว 8–12 ซม. ตัวใบยาวปลายเรียวแหลม กว้าง 2–3 ซม. ยาว 10–25 ซม. ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อจากเหง้า มีก้านช่อยาว 10–20 ซม. ตัวช่อดอกประกอบด้วยดอกจำนวนมาก อัดกันเป็นรูปทรงกระบอกยาว 4–7 ซม.
ส่วนที่ใช้เป็นยาเหง้าแก่สด
สรรพคุณและวิธีใช้
  1. แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้เหง้าสดขนาดเท่าหัวแม่มือ (ประมาน 5 กรัม) ทุบให้แตกต้มเอาน้ำดื่ม
  2. แก้ไอและขับเสมหะฝนกับน้ำมะนาวแทรก เกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อย ๆ
การขยายพันธุ์ใช้เหง้า
สภาพดินฟ้าอากาศชอบดินร่วนปนทรายมีอินทรียวัตถุสูง ความชื้นสูง มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบดินเหนียวหรือดินทรายจนเกินไป ฤดูปลูกที่เหมาะสมประมาณเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
การปลูกเตรียมดินโดย ไถและยกร่องเพื่อให้ดินร่วนซุย ระยะห่างระหว่างสันร่อง ประมาณ 50 ซม. ขุดหลุมห่างกันหลุมละ 25 ซม. ใช้ท่อนพันธุ์ที่ชำงอกแล้ววางลงในหลุม ๆ ละ 1 ท่อน โดยวางให้ด้านที่แตกหน่อตั้งขึ้น กลบดินหนา 2–5 ซม. ใช้ฟางคลุมตลอดทั้งในร่องและสันร่อง เมื่อขิงอายุ 2 เดือนจึงกลบโคนครั้งที่ 1 โดยใช้จอบโกยดินบนสันร่องกลบโคนขิงหลังจากนั้น 1 เดือนจึงกลบโคนอีกครั้ง จะทำให้ขิงแตกหน่อดีและแง่งขิงแข็งแรง การใส่ปุ๋ยใช้ปุ๋ยหมัก ใส่ตอนเตรียมดินและตอนกลบโคนครั้งแรก ซึ่งใส่เพื่อกระตุ้นให้ขิงงามดี ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมี
                         
    
หมั่นตรวจแปลงหลังฝนตก เพราะมักเกิดโรคเน่าจากเชื้อรา นอกจากนี้ ขิงมีศัตรูพวก หนอนกระทู้ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย และไส้เดือนฝอย ควรป้องกันและกำจัดโดยถอนและรวบรวมต้นที่เป็นโรคทำลายโดยเผาไฟ
 
            แก้ว


ชื่อวิทยาศาสตร์Murraya paniculata Jack.
วงศ์ RUTACEAE
ชื่ออื่น ๆแก้วขาว (ภาคกลาง) แก้วพริก ตะไหลแก้ว (ภาคเหนือ) จ๊าพริก (ลำปาง) แก้วขี้ไก่ (ยะลา)
ลักษณะของพืชเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ ใบเป็นใบประกอบ แต่ละใบประกอบด้วยใบย่อยจำนวน 3–8 ใบ ที่มีรูปร่างคล้ายรูปไข่ รูปรี หรือรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขนาดกว้าง 1–2 ซม. ยาว 2–5 ซม. เนื้อใบเรียบเป็นมัน และสีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อออกตามซอกโคนใบที่อยู่บริเวณปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ช่อหนึ่งมี 3–18 ดอก ดอกสีขาว กลิ่นหอม มีขนาด 1–2.5 ซม. เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลรูปรีสีแดงขนาด 1–1.5 ซม.
ส่วนที่ใช้เป็นยาใบสด
สรรพคุณและวิธีใช้ แก้อาการปวดฟัน ใช้ใบสดตำพอแหลกแช่เหล้าโรง ในอัตราส่วน 15 ใบย่อยหรือ 1 กรัมต่อเหล้าโรง 1 ช้อนชา หรือ 5 มิลลิลิตร เอาน้ำจิ้มบริเวณที่ปวด
การขยายพันธุ์ใช้การตอนกิ่ง
สภาพดินฟ้าอากาศต้นแก้วสามารถจะปลูกในดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นดินทรายจัด เพราะการอุ้มน้ำไม่ดีและมีธาตุอาหารน้อย ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตของต้นแก้วไม่ดี
การปลูกใช้กิ่งตอนที่มีรากพอควร เอาไปปลูกในกระถางหรือกระบะปลูกเพื่อให้ต้นพืชที่เกิดจากกิ่งตอนมีระบบรากแข็งแรง พอที่จะหาอาหารเลี้ยงลำต้นได้ แล้วนำไปปลูกในหลุมที่มีปุ๋ยรองพื้นบ้าง อาจจะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แล้วรดน้ำทุกเช้าในระยะปลูกใหม่ ๆ
การบำรุงรักษาควรมีการตัดแต่งกิ่งก้านเสียบ้าง ต้นแก้วเป็นไม้ประดับที่มีทรงพุ่มสวยงาม ทนทานต่อสภาพแวดล้อมไม่ต้องบำรุงรักษามาก เพียงแต่รดน้ำเพียงครั้งคราว อย่าให้พืชขาดน้ำ

           ทับทิม


ชื่อวิทยาศาสตร์ -
วงศ์ PUNICACEAE
ชื่ออื่น ๆ พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (ภาคเหนือ)
ลักษณะของพืช เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 0.5–5 เมตร กิ่งอ่อน ๆ มักเป็นสี่เหลี่ยมแต่พอแก่จะมน ปลายกิ่งมักมีหนามแหลม ใบมักติดกับลำต้นแบบตรงข้ามเป็นคู่ ใบมีรูปแบบขนานหรือยาวเรียวแคบ ปลายใบและโคนใบอาจมนหรือแหลมก็ได้ ขอบใบเรียบ ผิวเป็นมัน ใบมีขนาดกว้าง 0.5–2.5 ซม. ยาว 1–5 ซม. ดอกออกทั้งเดี่ยวหรือเป็นช่อ 2–5 ดอกก็ได้ ดอกมีทั้งสีขาว สีแดง และแดงส้ม ผลกลมใหญ่ขนาด 5–12 ซม. มีหลายสีทั้งสีเขียวอมเหลืองไปจนถึงสีน้ำตาลแดง ภายในมีเมล็ดมาก รูปร่างเป็นเหลี่ยมมน ๆ อัดกันแน่นเต็มผล เมล็ดมีทั้งชนิดสีแดง ชมพู และสีเหลืองซีด
ส่วนที่ใช้เป็นยา เปลือกผลแห้ง และเปลือกลำต้นหรือเปลือกราก
สรรพคุณและวิธีใช้
  1. แก้อาการท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิดหรืออหิวาตกโรค) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ส่วน 4 ของผล ต้มกับน้ำปูนใสเอาน้ำดื่ม
  2. แก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูกหรืออาจมีเลือดด้วย) ใช้เปลือกผลแห้งประมาณครั้งละกำมือ (3–5 กรัม) ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 2 ครั้ง
  3. ถ่ายพยาธิลำไส้ (พยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือน) ใช้เปลือกลำต้น หรือเปลือกรากสด ประมาณครึ่งกำมือใหญ่ ๆ (10–15 กรัม) ต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารเช้าแล้วรับประทานยาถ่ายตาม
การขยายพันธุ์   ใช้เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ที่นิยมคือวิธีเพาะเมล็ด
สภาพดินฟ้าอากาศ ปลูกได้ในดินทั่วไป แต่ชอบดินเหนียวปนหิน และชอบอยู่ใกล้แหล่งน้ำต้องการแสงแดดมาก ฤดูปลูกที่เหมาะสม คือ ต้นฤดูฝน
การปลูก เตรียมดิน โดยยกร่องสูง 50 ซม. ระหว่างร่องห่างกัน 1 เมตร บนคันดินที่ยกไว้ขุดหลุมเป็นแถวห่างกันหลุมละ 1 เมตร กว้าง ยาวและลึกด้านละ 30 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้าดินรองก้นหลุม นำต้นกล้าลงปลูกหลุมละ 1 ต้น กลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม
การบำรุงรักษา    เมื่อต้นอ่อนควรรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยคอกพอควร อายุ 6 เดือนทับทิมจะแตกพุ่มโดยรอบ อย่าให้ร่มเงาไม้ใหญ่บัง เพราะต้นจะแคระแกรน และไม่ออกดอก ออกผลเลย ฉีดยาป้องกันเพลี้ยไฟ และด้วงในระยะที่ต้นแตกพุ่ม ครั้นเมื่อต้นแก่ควรตัดกิ่งแก่ทิ้ง หรือ ปลูกแซมต้นเก่าบ้างก็ได้

               บัวบก



ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (Linn.) Urban
วงศ์ UMBELLIFERAE
ชื่ออื่น ๆ ผักหนอก (ภาคเหนือ) ปะหนะเอชาเด๊าะ (กะเหรี่ยง–แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะของพืช เป็นพืชเลื้อย มีลำต้นเลื้อยไปตามดินเรียกว่า ไหล มีรากงอกออกจากข้อ สูงประมาณ 10–15 ซม. ก้านใบสีเขียว ใบเดี่ยว รูปร่างกลม ฐานใบโค้งเว้าเข้าหากัน ขอบใบเป็นคลื่นหยัก ดอกขนาดเล็ก สีม่วงเข้ม
ส่วนที่ใช้เป็นยา ต้นสดและใบสด
สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้บัวบกทั้งต้นและใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาดและตำให้ละเอียด คั้นน้ำ และเอาน้ำทาชะโลมบริเวณที่เป็นแผลให้ชุ่มอยู่เสมอในชั่วโมงแรก (ใช้กากพอกด้วยก็ได้ ต่อจากนั้น ทาวันละ 3–4 ครั้งจนหาย
การขยายพันธุ์ ใช้ไหลปักชำ
สภาพดินฟ้าอากาศ นิยมปักชำด้วยต้นอ่อน ๆ ที่งอกจากไหลจะแพร่ขยายได้รวดเร็ว สามารถปลูกได้ในกระถางและภาชนะอื่น ๆ สามารถปลูกได้ตลอดปี
การปลูก หลังจากตั้งตัวได้แล้วให้ใส่ปุ๋ยยูเรียเพื่อบำรุงใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 1–2 เดือน
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556
http://www.angelfire.com/ri2/rangsan/lists/centella.html
 

 

7 ความคิดเห็น:

  1. เนื้อหาเยอะดีค่ะ แต่เพิ่มรูปนิดนึง

    ตอบลบ
  2. ถ้ามีรูปกระกอบไปด้วยก็จะดีมากเลยนะค่ะ

    ตอบลบ
  3. เนื้อหาน่าสนใจดีค่ะ แต่ทำไมรูปภาพไไม่ขึ้นค่ะ

    ตอบลบ
  4. รูปไม่ขึ้นค่ะ ถ้ามีรูปประกอบด้วยมันจะดีมากเลยนะค่ะ

    ตอบลบ